ARTICLES
   
แกะรอย อารี สุทธิพันธุ์ : ศิลปินแห่งชาติ ผู้ชื่นชมเปลวไฟจากอดีตและปฏิเสธขี้เถ้าจากอดีต
     

จอห์น ดุย (John Dewey) ที่เป็นทั้งนักปรัชญา นักจิตวิทยา นักการศึกษา หนึ่งในผู้นำการศึกษา Progressivism ของสหรัฐอเมริกา ที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง ส่งผ่านมาสู่ ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร ผู้ผสาน Progressivism พุทธธรรมและวัฒนธรรมไทย วางรากฐานการศึกษาสมัยใหม่ให้กับสังคมในระบอบประชาธิปไตย ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร (มศว) เมื่อจอห์น ดุย เขียนหนังสือ Art as Experience ศิลปะคือประสบการณ์ ประสบการณ์ที่มีผลในทางปฏิบัติ ประสบการณ์สุนทรียะก็แทรกซึมอยู่ใน อารี สุทธิพันธุ์ แล้วท่านก็ผสานวัฒนธรรมไทย ความเป็นตัวตน ความเป็นเสรีชนของท่าน รากศิลปศึกษาในสังคมไทยก็มี “ประสบการณ์ที่มีผลในทางปฎิบัติ” และ “ประสบการณ์ที่ไม่หวังผลตอบแทนใดใด” อยู่อย่างสำคัญยิ่ง

เมื่อตะวันตกพูดถึง “Fine Arts” เราก็พูดถึง “วิจิตรศิลป์” ค่านิยมที่สืบทอดมาจากช่างฝีมือ ความงามและสิ่งที่มองไม่เห็น คอลลิงวูด (R.G. Collingwood) แยกแยะศิลปะและงานช่าง (Art and Craft) แยกแยะพัฒนาการของศิลปะมาสู่โลกสมัยใหม่ พูดถึง Imagination, Consciousness, Art and Truth, Intellect, Ideas และอีกมากมาย ในหนังสือ ศิลปนิยม ของท่านอาจารย์ ก็อ้างถึง คอลลิง วูด ไว้พอสมควร

การศึกษาในสหรัฐอเมริกามีปัญหาที่บ้าคลั่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หลังจากที่สหภาพโซเวียต รัสเซียปล่อยยานอวกาศสปุตนิคขึ้นสู่ห้วงอวกาศในปี ๑๙๕๗ (๒๕๐๐) เพื่อการปรับแก้สังคมที่หลงไหลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างไม่ลืมหูลืมตา เพื่อสร้างดุลยภาพในสังคม ศิลปะและวัฒนธรรมได้กลายเป็นบริบทสำคัญในชีวิตและการศึกษา ท่ามกลางกระแสเสรีภาพและทุนนิยม แมคฟี (June King McFee) นักวิชาการสตรีอเมริกันทางด้านศิลปศึกษา ได้ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม ความแตกต่างหลากหลาย พัฒนาการการรับรู้ กระบวนการสร้างสรรค์ Intellectualist, Perceptual, Haptic and Visual Theory ในหนังสือของเธอ ท่านอาจารย์ได้ผสานวัฒนธรรมสมัยใหม่และการติดดินไว้ในสังคมไทยอย่างทรงพลัง หลายคนบอกว่าในช่วงเวลานั้น ลูกศิษย์ของอาจารย์เป็นซ้ายเสรีชนมากมาย

เฟลด์แมน (Burke Edmund Feldman) ได้แยกแยะวิเคราะห์วิจารณ์ Functions, Styles, Structure ในงานทัศนศิลป์ ปฏิสัมพันธ์ของสื่อและความหมาย ไว้ใน Art as Image and Idea สำหรับศิลปะสมัยใหม่ ทัศนศิลป์สมัยใหม่ อธิบายไว้อย่างคมชัด ท่านอาจารย์ของเราได้อ้างถึงและขยายผลออกไปอย่างมีความหมายยิ่ง (เล่มนี้ท่านอาจารย์มอบให้ผมด้วย)

ท่านอาจารย์กล่าวถึงนักจิตวิทยาสำนักเยอรมนี สำนักเกสตอลท์ (Gestalt Theory) อย่างให้ความสำคัญมาก ประยุกต์ทั้งชีวิต การศึกษา วิทยาศาสตร์ ศิลปะ กล่าวถึง รูดอล์ฟ อาร์นไฮม์ เป็นสำคัญ ซึ่งทฤษฎีเกสตอลท์ได้ส่งผลไปสู่การมองมนุษย์ มองผู้เรียน วิธ๊คิด และการสร้างสรรค์ศิลปะเป็นอย่างมาก ท่านอาจารย์ชอบนำภาพ Positive – Negative หน้าคนซ้ายขวาสีดำและพานสีขาวตรงกลางของรูบิน (Edgar Rubin) มาให้ดู พูดถึงส่วนรวมและส่วนย่อย Figure – Ground และอีกมากมาย

จำได้ว่าท่านอาจารย์พูดถึงชาปิโร (Meyer Schapiro) ในทางประวัติศาสตร์ศิลป์ แต่ประวัติศาสตร์ศิลป์ของท่านจะเป็นการวิเคราะห์ สรุปประเด็น ตั้งประเด็น มากกว่าประวัติศาสตร์ศิลป์ที่เล่าหรือพรรณนาเรื่องราว พรรณนาความ ลำดับเรื่องราวต่อ ๆ กันมา ทั้ง ๆ ที่ทุกคนก็เกิดไม่ทันหรือไม่เคยเห็น ผิดหรือถูกไม่มีใครยืนยัน ท่านอาจเป็นประวัติศาสตร์สายพุทธกังขาก็ได้

ในฐานะสมาชิก MOMA (Museum of Modern Art) นิวยอร์ค พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ที่ก้าวหน้าทางวิชาการมากที่สุด สังเกตว่าท่านอาจารย์อ่านหนังสือจาก MOMA มากมาย เพราะท่านมักนำมาให้ลูกศิษย์ดู และดูเหมือนท่านอาจารย์จะชื่นชม The Art of Assemblage ที่วิเคราะห์ พัฒนาการของโลกศิลปะมาสู่ Assemblage, Collage, Photomontage พร้อมทั้งหนังสือ The Machine ปกสังกะสี (สังกะสีจริง ๆ) เมื่อท่านอาจารย์ได้รับอาจารย์จะนำมาโชว์ทันที อรรถาธิบายวิเคราะห์วิจารณ์อย่างเข้มข้น The Machine ก็ว่าด้วยพัฒนาการความคิดและการสร้างสรรค์ศิลปะ ที่เดินทางไปสู่เครื่องจักรกล เทคโนโลยี แสงสี “ความคิดทำให้โลกเปลี่ยนแปลง” เราคงจำภาพยนตร์ “Art for Tomorrow” ของ USIS ได้ดี

เมื่อกล่าวถึง เฮอร์เบิร์ต รีด (Herbert Read) ท่านอาจารย์มักกล่าวในเชิงวิจารณ์ และมักสรุปว่า ศิลปะและนักวิชาการศิลปะจากอังกฤษจะโบราณกว่าสหรัฐอเมริกา ถ้าจะพูดถึงสหรัฐอเมริกา ท่านก็จะบอกว่า “ฝั่ง East ก้าวหน้ากว่าฝั่ง West”

สำหรับการวาดภาพหรือ “drawing” ท่านอาจารย์ได้สรุปและให้ความสำคัญกับ The Natural Way to Draw ของนิโคไลเดส์ (Kimon Nicolaides) เป็นอย่างมาก นิโคไลเดส์ที่ช่วยขับเคลื่อนให้ศิลปะสมัยใหม่ในสหรัฐอเมริกาผ่าเหล่า มีอิสระ เสรีภาพ ต่างไปจากโลกเก่าฝั่งยุโรป Gesture, Contour, Weight Drawing เป็นแกนความคิด (เล่มนี้ท่านอาจารย์ให้ อาจารย์วรรณรัตน์ ตั้งเจริญ) แล้วก็ตามมาด้วยเสรีภาพการเขียนภาพผ่านศักยภาพของสมองซีกขวา (Right Hemisphere) ในหนังสือ Drawing on the Right Side of the Brain ของเบตตี เอดวาร์ดส์ (Betty Edwards) ซึ่งเธอเขียนหนังสือชุดนี้ไว้ ๒ – ๓ เล่ม ให้ความรู้เกี่ยวกับศักยภาพของสมองไปพร้อมกันด้วย

สำหรับประวัติศาสตร์ศิลป์ที่เป็นความรู้โดยทั่วไป ท่านอาจารย์มักพูดถึง History of Art เล่มหนาพิมพ์มากมายหลายครั้ง ของแจนสัน (H.W. Janson) และอาจเลยไปถึง Art Through the Ages ของการ์ดเนอร์ (Helen Gardner) เล่มหนาหนักพิมพ์บ่อยครั้ง ที่น่าสนใจคือเธอเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลป์สตรีทั้งสองคน และทั้งสองเล่มก็ดูเหมือนจะเป็นตำนานประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก ที่อ่านได้ทั้งคนเดินถนน ปริญญาตรี โท เอก

โลเวนเฟลด์ (Victor Lowenfeld) และหนังสือ “Creative and Mental Growth” ของเขานับเป็นนักจิตวิทยาและนักศิลปศึกษาตัวเอกคนหนึ่ง ที่การศึกษาค้นคว้าวิจัยและการทดลองภาคสนาม ในเรื่องพัฒนาการทางสมอง ความคิดสร้างสรรค์ และวุฒิภาวะในแต่ละวัยเป็นเรื่องเดียงกัน การถือเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child Centered) ครูต้องตระหนักในความพร้อมและวุฒิภาวะในแต่ละช่วงวัยด้วย พัฒนาการการเขียนภาพของเด็ก Scribing Stage, Symbolic Stage, Realistic Stage ขับเคลื่อนกระบวนการเรียนการสอนครั้งยิ่งใหญ่

Moholy-Nagy ดูเหมือนจะออกเสียงว่า “โมฮอยนอจ” ไม่มั่นใจ หนึ่งในแกนนำของ สถาบัน บาวเฮาส์ ในเยอรมนี ต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ นักคิด นักทฤษฎี “Light and Motion” และหนังสือ The New Vision วางรากความคิดเปลี่ยนแปลงศิลปะและการออกแบบมากมาย ท่านอาจารย์นำแนวความคิดมาอ้างถึง พูดถึงบ่อยมาก เมื่อผมไปศึกษาต่อต่างประเทศ มากมายหลายอย่างล้วนได้ยินได้เรียนรู้มาจากท่านอาจารญ์ของเรา

แถมท้ายด้วย คลื่นลูกที่สาม (The Third Wave) และตามมาด้วย Culture Shock ของทอฟฟ์เลอร์ (Alvin Toffler) ที่โด่งดังและส่งอิทธิพลความคิดไปทั่วโลก หลังทศวรรษ ๑๙๗๐ คลื่นลูกที่สามที่อนาคตศาสตร์นำเสนอและวิเคราะห์วิจารณ์บนฐานข้อมูล ว่าโลกข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี ออนไลน์ และศิลปะ จะมีบทบาทนำบนโลกใบนี้ หลังโลกยุคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่ล้าหลัง

เมื่อมีหนังสือเล่มใดใดที่โด่งดัง วิพากษ์วิจารณ์ กระแสมาแรง ท่านอาจารย์ของเราจะอ่านและนำมาสู่ห้องเรียน วงสนทนา วิเคราะห์วิจารณ์อย่างฉับไวเสมอ

 

คำ ความคิด การสร้างสรรค์

เมื่อเรียนกับท่านอาจารย์เมื่อ ๔๕ ปี ที่ผ่านมา มีคำสำคัญ (Key Words) มากมายที่ยังวนเวียนอยู่ในความคิดความอ่านของลูกศิษย์ทุกคนจนถึงวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปนานแสนนาน นานจนลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ ชราภาพ คำสำคัญเหล่านั้น จุดประกาย เลื่อนไหลมาต่างกรรมต่างวาระ ต่างบริบทความรู้ความคิด บ่อยครั้งที่คำแต่ละคำก็เป็นประเด็นที่ครูกับลูกศิษย์ต้องถกเถียงกัน “คำคือความคิด เมื่อมีความคิด ความคิดก็จะส่งผลไปสู่การปฏิบัติ ไปสู่การสร้างสรรค์” คำย่อมมีวาทกรรมที่ตื้น – ลึก กว้าง – แคบ เชื่อมโยง – จำกัด ฉลาดมากน้อยต่างกันไป ภาษาคือวัฒนธรรม ภาษาและคำมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วย

มีคำสำคัญภาษาอังกฤษและภาษาไทยมากมายที่ท่านอาจารย์นำมาใช้อยู่เป็นประจำ เช่น
Visual Art อาจารย์ถอดคำว่า ทัศนศิลป์ เมื่อใช้ใหม่ ๆ พวกศิลปะเก่า ๆ โจมตีมาก โลกใบนี้ต้องมี “วิจิตรศิลป์” เท่านั้น ศิลปะที่มองเห็นได้ สัมผัสได้ เป็นประจักษนิยม (Empiricism) ต่างไปจากวิจิตรศิลป์ “Fine Arts” ความงามวิจิตรบรรจง ความประณีต จิตวิญญาณ ไสยเวท

Abstraction “นามธรรม” จาก Realistic สู่ Distortion และ Abstraction เป็นการสกัดหรือ “extract” จากปรากฏการณ์ทั้งหลาย ไม่ใช่อะไรก็ได้

Perception “การรับรู้” ท่านอาจารย์เชื่อมั่นในเรื่องการรับรู้ผ่านตาและประสาทสัมผัสต่าง ๆ ปรากฏภาพบนเรตินา เข้าสู่การรับรู้ของสมอง แล้วเราก็ถ่ายทอดภาพหรือ “image” (จินตทัศน์) จาก สมอง ผ่านสื่อ (media) และกระบวนการสร้างสรรค์ สู่งานศิลปะ

Transformation “การปรับรูป” หรือการปรับรูปลักษณ์ จากปรากฏการณ์ผ่านการรับรู้ การรับรู้ที่ปรับเปลี่ยนรูปไปตามศักยภาพการรับรู้ ผ่านสื่อและกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะ การสร้างสรรค์ที่ปรับเปลี่ยนต่อไปอีก ปรากฏเป็นงานศิลปะที่หลากหลาย

Process “กระบวนการ” ท่านอาจารย์เชื่อมั่นในเรื่องกระบวนการมาก ถ้าเรามีกระบวนการเรียนรู้ที่ดี กระบวนการคิดที่ดี วิจารณ์ วิเคราะห์ สังเคราะห์ กระบวนการทำงานที่ดี กระบวนการสร้างสรรค์ที่ดี ย่อมปรากฏผลลัพธ์ที่ดี การพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการพัฒนา “กระบวนการสร้างสรรค์” จึงมีความสำคัญมาก

Calligraphy “แคล์ลิกราฟี” ภาพรอยพู่กันแบบตัวอักษรจีน มีรอยแตกพร่า หนักเบา มีมิติตื้นลึก มีการเคลื่อนไหว มีความงามและมีความหมายในตัวอักษร บทกวีจีนจึงกินใจทั้งภาพและความหมาย Action Painting ของศิลปินอเมริกันอาจได้รับอิทธิพลจากแคล์ลิกราฟี ไม่มากก็น้อย ท่านอาจารย์ให้พวกเราฝึกมาก เขียนด้วยหมึกดำ เขียนด้วยพู่กันจีน เขียนด้วยกิ่งไม้ เขียนภาพในน้ำ ในสระมรกตสมัยก่อน เขียนภาพสีน้ำมัน เป็นความงามที่เป็นนามธรรม

Experience ท่านอาจารย์เล่าว่า ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี บัญญัติศัพท์คำว่า “ประสบการณ์” และคำทางการศึกษาอีกมากมายหลายคำ ประสบการณ์ย่อมย้ำถึงประสบการณ์ตรง (Direct Experience) ที่มีคุณค่าตรง ประสบการณ์รอง (Indirect Experience) ย่อมเป็นประสบการณ์อีกระดับหนึ่ง ประสบการณ์ตรงมีคุณค่าแก่ศิลปะมาก ประสบการณ์ที่ไม่หวังผลตอบแทน “ศิลปะคือประสบการณ์”

Action = Reaction (แอคชั่นเท่ากับรีแอคชั่น) ท่านอาจารย์ชอบกล่าวถึงคำนี้ ทั้งในชีวิตจริงและการสร้างสรรค์ศิลปะ ท่านจะมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ มาผสมผสานกับศิลปะเสมอ ท้าทายให้ลูกศิษย์คิด (ท่านอาจารย์ผู้หญิงเป็นนักฟิสิกส์) แล้วท่านก็มีความสุขกับคำถาม คำตอบ การโต้แย้ง และความงุนงงของพวกเรา

Golden Mean Rectangle หรือ Golden Section “สี่เหลี่ยมทอง” หรือ “สัดส่วนทอง” เป็นเรื่องสัดส่วน คณิตศาสตร์ เรขาคณิต และความงามตามประสานักคิดกรีกโบราณ สถาปัตยกรรม การออกแบบ ศิลปะ ก็ควรมีรากมาจากเหตุผล เหตุปัจจัย ความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ด้วย สี่เหลี่ยมทองปรากฏอยู่มากมาย ชาวตะวันตกนำไปใช้ในงานออกแบบ ศิลปะ สถาปัตยกรรม ตัวอย่างสี่เหลี่ยมทองหรือสัดส่วนทองรูปหนึ่งคือ ๑ : ๑.๖๑๘ เป็นต้น

Improvisation “ฉับพลัน” คานดินสกีนิยมตั้งคำว่า Improvisation เป็นชื่อผลงานจิตรกรรมของเขา การตัดสินใจอย่างฉับพลันทันใด การเขียนภาพอย่างรวดเร็ว ทันทีทันใด แคล์ลิกราฟี ด้นกลอนสด แล้วท่านอาจารย์ก็กล่าวถึงศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ และนิราสของกวีเอกสุนทรภู่ของเรา

Dehumanization “การทำลายรูป” ท่านอาจารย์โยนคำนี้ลงมา เพื่อให้พวกเราขบคิดและถกเถียงกัน แล้วจะนำไปสู่การปรับรื้อ การปรับเปลี่ยน การทำลาย ความคิดหรือรูปทรง หรือปรากฏการณ์เบื้องหน้าอย่างไรในงานทัศนศิลป์ พอเพื่อนผู้พี่ วรรณชัย ไวทยวรรณ ถามว่า “ขันธ์ ๕ คืออะไร” วงก็เลยแตก

Colliwospa “คอลไลวูสปา” คำนี้มาเกิดขึ้นภายหลัง จากกระบวนการคิดและกระบวนการเขียนภาพระบายสีของท่านอาจารย์เอง เป็นคำรวมและสกัดตัดทอน (to distort) มาจากคำว่า Collor, Light, Woman, Space ห้ามเรียกว่า nude โดยเด็ดขาด

Outside In “นอกเข้าใน” ศิลปะหลักวิชา (Academic Art) โรงเรียนเพาะช่าง มหาวิทยาลัยศิลปากร สอนเขียนภาพคนแบบในออกนอก (Inside Out) ฝึกเขียนกระดูก ท่องชื่อกระดูก กายวิภาค ท่านอาจารย์บอกว่าล้าสมัย เรอนาส์ซองส์ ควรเขียนตามที่เห็นจากข้างนอกเข้าข้างใน เพราะมัน Visual Art ศิลปะที่มองเห็นได้ หนังสือเล่มหนึ่งที่ท่านอาจารย์เขียนชื่อ “ศิลปะที่มองเห็น” ก็มีด้วย

External – Internal World “โลกภายนอก – โลกภายใน” การมองโลก มองชีวิต กระบวนการคิดวิเคราะห์ ต้องมองพินิจพิเคราะห์เชิงบูรณาการ ทั้งโลกภายนอกและโลกภายในผสานกัน เราจึงจะสามารถมองเห็นได้คมชัดขึ้น ศิลปะก็ไม่มีข้อยกเว้น

Positive – Negative Space “บริเวณบวก – ลบ” การมองเห็นและการรับรู้ของมนุษย์ ย่อมมองเห็นภาพรวม (as a whole) ตามทฤษฎีเกสตอลท์ ค่าบวกและค่าลบผสานกัน สถาปัตยกรรม การออกแบบ ทัศนศิลป์ ล้วนเกี่ยวข้องกับคุณค่าของบวกและลบ ใครมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ย่อมมีปัญหาและขาดความสมบูรณ์

Figure – Ground “รูป - พื้น” มีความสัมพันธ์กับบริเวณบวกและลบ รูปและพื้นก็เป็นความสัมพันธ์ระหว่างบริเวณที่ปรากฏหรือสัมผัสได้ว่าเป็นรูป เป็นมิติ กับบริเวณที่ปรากฏเป็นพื้น เป็นบริเวณว่าง เป็นพื้น หรือเป็นมิติ ในงานทัศนศิลป์ ออกแบบ สถาปัตยกรรม ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ย่อมสัมผัสได้

Push – Pull “ผลัก – ดึง” เป็นทฤษฎีการสร้างมิติของฮอฟแมนน์ (Huns Hofmann) ศิลปิน อเมริกัน Abstract Expressionism ที่เชื่อมั่นการสร้างมิติบนพื้นภาพด้วยแนวคิดง่าย ๆ ความซับซ้อนย่อมทำลายเสรีภาพในการแสดงออก “ผลักบางพื้นที่และดึงบางพื้นที่” เหมือนประตูกระจกที่มักมีคำว่า “Push” ประตูหนึ่ง และ “Pull” อีกประตูหนึ่ง

Looking – Seeing “มอง – เห็น” เรามองสิ่งต่าง ๆ มากมาย แต่บางครั้งเราไม่เห็น อาจด้วยเราไม่รับรู้ ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่สื่อสาร การสื่อสารย่อมสัมพันธ์กับโครงสร้างข้อมูลเดิม บางครั้งเราก็มองเห็นได้ดี สื่อสารได้ดี ศิลปินรับรู้และผู้ดูชื่นชมศิลปะก็เกี่ยวข้องกับ Looking – Seeing ด้วยเช่นกัน หนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่งชื่อ “ไอสไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น” เขียนโดย ทันตแพทย์สม สุจีรา ศิษย์เก่า มศว แล้วจะรู้ซึ้งคำว่า “พบ” กับ “เห็น” ในทางพุทธธรรม

Coloring – Painting “ลงสี – ระบายสี” กระบวนการเก่าของจิตรกรรมที่พัฒนามาจากช่างฝีมือ คือการเขียนภาพร่างภาพให้ชัดเจน อาจถึงขั้นกันแสงเงา แล้วลงสีในพื้นที่หรือภาพที่กำหนดไว้แล้วตายตัว ส่วนการระบายสี (painting) เป็นการระบายสีอย่างอิสระ ไม่อยู่ในกรอบหรือขอบเขตจำกัด (ดูภาพเขียนของท่านอาจารย์เอาเองก็แล้วกัน) ฯลฯ

คำภาษาไทยที่แปลหรือถอดความจากภาษาอังกฤษ หลายต่อหลายคำผมตั้งขึ้นเองเพื่อสื่อสารความหมาย สื่อสารความเข้าใจ

 

วรรคทองที่ชื่นชอบ

แต่ละคนย่อมมีวรรคทองที่ชื่นชอบ และมักส่งผลกับชีวิตของตนเอง ส่งผลต่อชีวิตของผู้อื่น ลูกศิษย์ เพื่อน ลูกหลาน แตกต่างกันออกไป วรรคทอง อาจก่อเกิดขึ้นในผลึกความคิดของตนเอง จากศาสนา นักปรัชญา นักคิด หรือจากผู้ที่เราศรัทธาชื่นชอบก็ตามที แล้วมันก็จะส่งผลต่อชีวิตอย่างแน่นอน ท่านอาจารย์ของเราก็มีวรรคทองมากมาย เมื่อนักคิด “คิด” นักคิด “พูด” ความคิดย่อมเจือปนมากับคำพูด ตลอดเวลาเราจะได้ฟังความคิดมากมายของอาจารย์

“ผมต้องการเปลวไฟจากอดีต ไม่ต้องการขี้เถ้าจากอดีต”

ย่อมเป็นวรรคทองที่ลูกศิษย์ชื่นชอบและประทับใจ ได้ยินกันมา บอกต่อ ๆ กันมา ชัดเจน แสดงจุดยืน อาจแสลงใจผู้ที่ฟูมฟายอยู่กับอดีตไม่มากก็น้อย บทความแกะรอยบทความนี้ก็เลยนำไปจั่วหัวเร้าใจไว้ด้วย

การสอนของท่านอาจารย์ ท่านชอบโยนประเด็น โยนปัญหา โยนความคิดมากลางวง แล้วกระตุ้นให้พวกเราถกเถียงกัน อภิปรายกัน ท่านอาจารย์สอน มักใช้ slide projector อาจจะฉายสไลด์ได้เพียง ๒ – ๓ แผ่น หมดเวลา ๒ – ๓ ชั่วโมง เตรียมสไลด์ไว้เต็มถาดสไลด์นับด้วยร้อยแผ่น เมื่อเราถกเถียงกัน อภิปรายกัน งงกัน ท่านก็มักจะโยนวรรคทองของ วอลแตร์ (Voltaire) หนึ่งในนักปรัชญาเอกของโลกลงมาปิดการอภิปราย

“แม้ข้าพเจ้าจะไม่เห็นด้วยกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านพูด แต่ข้าพเจ้าจะสู้จนตายในสิทธิของท่านที่จะพูด”

“Though I disagree with everything you say, I will defend to the death your right to say it.”

“I disprove of what you say, but I will defend to the death your right to say It.”

วอลแตร์เป็นนักปรัชญา นักคิด นักเขียน นักวรรณกรรม บทละคร นักวิพากษ์วิจารณ์การเมือง สังคม ระบบกษัตริย์ วิคเตอร์ ฮิวโก (Victor Hugo) ผู้เขียน “เหยื่ออธรรม” (Les Miserables) ที่แสนจะคลาสสิค เขากล่าวว่า “วอลแตร์คือ ๑๗๘๙” ปีคริสต์ศักราช ๑๗๘๙ (๒๓๓๒) เป็นปีสัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติฝรั่งเศส เพราะงานเขียนงานวิจารณ์ของวอลแตร์ ส่งผลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศส โดยประชาชนชาวฝรั่งเศส อย่างสำคัญยิ่ง เมื่อท่านอาจารย์พูดถึงศิลปะสมัยใหม่ พูดถึงนีโอคลาสสิค (Neoclassicism) พูดถึงดาวิด (David) แองเกรอส์ (Ingres) ท่านก็จะต้องพูดถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสอย่าง จริงจังมาก

บ่อยครั้งเมื่อท่านอาจารย์พูดถึงความสำคัญ ความยิ่งใหญ่ของศิลปะ อาจารย์จะกล่าวถึงคำพูดของ จอห์น รัสกิน (John Ruskin)

“ชาติที่ยิ่งใหญ่เขียนหนังสือไว้ ๓ เล่ม หนังสือแห่งความจริง หนังสือแห่งคำพูดและหนังสือศิลปะ เพียงเล่มใดเล่มหนึ่งย่อมไม่เข้าใจทั้งหมด จนกว่าจะอ่านอีก ๒ เล่ม ทั้ง ๓ เล่มนั้น เล่มที่มีคุณค่ามากที่สุดคือเล่มสุดท้าย”

“Great nations write their autobiographies in three manuscripts : the book of their words and the book of their art. Not one of these books can be understood unless we read the two others, but of the three only trustworthy one is the last.” (John Ruskin : A Report by the Getty Center for Education in the Arts. 1987 : 7)

เมื่อกล่าวถึงงานจิตรกรรมเขียนภาพระบายสี ท่านอาจารย์เชื่อมั่นและชื่นชอบในเสรีภาพ เชื่อมั่นและชื่นชอบใน Abstract Expressionism, Improvisation, Calligraphy, Dehumanization, Figure and Ground etc. ท่านอาจารย์ก็มักจะอ้างคำพูดของมาติสส์ (Henri Matisse) “Fauvism” อาจารย์อ้างบ่อยครั้ง

“ภาพเขียนคือภาพขึยน ภาพเขียนไม่ใช่งานฝีมือ”

“Painting is painting, painting is not picture making.”

การสอนของท่านจะผสานกับความรู้ความคิดในเชิงปรัชญาอยู่ตลอดเวลา ทั้งโสกราติส เพลโต อริสโตเติล เลยมาถึง ไครฟ์ เบลล์ (Crive Bell) นักปรัชญาร่วมสมัยชาวอเมริกัน ที่เชื่อว่าความงามคือรูปทรงนัยสำคัญ ( Significant Form) แล้วอาจารย์ก็จะแยกแยะหลักปรัชญา

Ontology ประเด็นเกี่ยวกับความจริง
Epistemology ประเด็นเกี่ยวกับความรู้
Axiology ประเด็นเกี่ยวกับคุณค่า

ทุกประเด็นเชื่อมโยงกับการแสวงหาความรู้ ความคิด และการสร้างสรรค์ศิลปะอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าสอนไปทางการศึกษา ศิลปศึกษา แน่นอนว่าท่านอาจารย์จะเน้นย้ำและอ้างถึง จอห์น ดุย อ้างถึง Art as Experience หนึ่งในเจ้าสำนัก Progressive Education แล้วก็จะสรุปด้วยวรรคทองของ จอห์น ดุย

“ศิลปะคือคุณภาพที่กระทำและผลงานที่กระทำ”

“Art is a quality of doing and of what is done.”

แล้วอาจารย์ก็จะย้ำต่ออีกว่า “เป็นความรู้และความจริงเกี่ยวกับคุณค่าในการกระทำและผลงานสำเร็จ” ตามมาด้วย เบนจามิน บลูม (Benjamin Bloom) (Bloom = ไม้กวาด) ที่ว่าด้วย Bloom’s Taxonomy แยกออกเป็น Cognitive, Affective, Psychomotor Domain ก็ผสานกับศิลปะอย่างชัดเจน


 

 
  Copyright @ 2013 Marneumek All rights reserved.