ARTICLES
   
แกะรอย อารี สุทธิพันธุ์ : ศิลปินแห่งชาติ ผู้ชื่นชมเปลวไฟจากอดีตและปฏิเสธขี้เถ้าจากอดีต
     

เนื้อหาสาระบางประเด็น

ธนา เหมวงษา เมื่อกลับมาเรีบนปริญญาโทกับท่านอาจารย์ ธนาบอกว่า “เมื่อมาเรียนกับอาจารย์อีก หัวใจผมยังเต้นแรงเหมือนเดิม” การได้สัมผัสความคิด การได้ฟังใครคนหนึ่ง ครูอาจารย์ท่านหนึ่งที่ทรงพลัง มีแรงบันดาลใจ อาจมีค่ามากกว่าสัมผัสกับใครบางคน เรียนกับครูอาจารย์บางคนตลอดภาคเรียน ตลอดหลักสูตรก็ได้ เนื้อหาสาระและความรู้ความคิดมากมาย (ต้องมีคำว่า “ความคิด” ไว้ด้วย) ของท่านอาจารย์ ย่อมเร้าใจตลอดเวลาด้วยเช่นกัน ไม่มีใครสามารถง่วงนอนได้ในห้องเรียนของอาจารย์ อาจารย์จะย้ำถึงกระบวนการตามธรรมชาติ “Natural Way to Draw” ของคิมมอน นิโคไลเดส์ พูดถึงและฝึกฝน Contour Drawing, Gesture Drawing, Weight Drawing etc. มีบทเรียน มีกิจกรรม สร้างสรรค์ที่ต้องแก้ปัญหาแปลก ๆ เร้าใจอยู่ตลอดเวลา พวกเรานินทากันว่า “ท่านอาจารย์สอนแต่ละครั้ง ไม่เคยซ้ำกันเลย สอนแต่ละภาคเรียน แต่ละรุ่น ไม่เหมือนกันเลย”

อาจารย์ชอบพูดถึง New Image of Man ภาพคนอย่างใหม่ของศิลปะสมัยใหม่ ก็ดูเหมือนท่านอาจารย์จะอ้างถึงหนังสือจาก MOMA หรือ Museum of Modern Art นิวยอร์ค ตามมาด้วย Physical Image, Mental Image, Creative Image พวกเราก็มึนไปตามกัน แล้วก็อาจจะเติมสติปัญญาด้วย Being ไปสู่ Becoming “เป็นอยู่” ชีวิตต้องก้าวไปสู่สิ่งใหม่ “กลายเป็น” หรือ “Becoming” ชีวิตและศิลปะเป็นสิ่งเดียวกัน

ศิลปินที่ท่านอาจารย์มักอ้างบ่อย ๆ ถึงก็มักจะเป็น มาติสส์ (Matisse) ปิคาสโซ (Picasso) เซซานน์ (Cezanne) ดาวิด (David) แองเกรอส์ (Ingres) โมเนท์ (Monet) มาเนท์ (Manet) เรอนัวร์ (Renoir) โรแดง (Rodin) ดีคูนนิง (de Kooning) ไคลน์ (Kline) พอลลอค (Pollock) กอร์กี (Gorky) ฮอฟแมนน์ (Hofmann) อาร์ป (Arp) เอนซอร์ (Ensor) บอช์ชิโอนี (Boccioni) ฟานโกะ (van Gogh) รวมทั้งศิลปินตะวันตก สมัยเก่า สมัยใหม่ ชื่อคุ้นหูและไม่คุ้นหูอีกมากมายในสมัยนั้น ท่านเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลป์ประเภทวิเคราะห์เจาะลึก ผมเชื่อว่าท่านเป็นสุดยอดความรู้ความเข้าใจศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทยอย่างแน่นอน

สำหรับศิลปะสมัยใหม่แล้ว ท่านยังพูดถึงนักปรัชญา นักคิด ที่เกี่ยวกับศิลปะสมัยใหม่ จุดประกายความคิดให้พวกเรา ไม่ว่าจะเป็น ซิกมันด์ ฟรอยด์, อังเดร เบรอตง, เอมิล โซลา อปอลลิแนร์, ไคร์ฟ เบลล์, จอห์น รัสกิน, วอลแตร์, โรเจอร์ ฟราย, เกอร์ทรูด สไตน์ เป็นต้น

การสอนของท่านมีกระบวนการแปลก ๆ ให้พวกเรา culture shock อยู่ตลอดเวลา เช่น ให้นำภาพเขียนที่ไปนิทรรศการแล้ว นำมาระบายสีทับทั้งหมด ใครจะโต้เถียงอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เพื่อให้รู้จักและอดทนต่อการสูญเสียและเจ็บปวด ให้ฝึกปั้นภาชนะดินบนแป้นหมุน เมื่อเสร็จแล้วท่านก็ทุบทิ้ง เพื่อให้พัฒนาต่อไปอีก ปั้นแล้วให้ตัดแยกชิ้นส่วนต่าง ๆ มาติดต่อกัน ให้รู้จักทำลายและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ไม่เช่นนั้นเราก็จะหลงไหลอยู่กับของเก่า หลงไหลอยู่กับอดีต ให้เขียนภาพคนจากเด็กดองในขวดโหล ซึ่งเราจะรู้สึกหวาดกลัวมาก วิสา เดชศรี สาวสวยคนเดียวในห้องเรียน เขียนได้ดีมาก อาจเพราะเธอเป็นผู้หญิงก็ได้

ชั่วโมงเขียนภาพนิสิตรุ่นที่ ๒ ท่านนำขวดโหลแก้วขนาดใหญ่มาทิ้งให้แตกกลางพื้นห้อง แล้วให้ทุกคนเขียนภาพหุ่นนิ่ง กมล ทัศนาญชลี เขียนสีพาสเทลได้แตกร้าวคมสวยมาก

การเขียนนูดหรือหุ่นเปลือยก็ให้เขียน Contour, Gesture Drawing โดยให้หุ่นยืนท่าทางละ ๑ นาทีบ้าง ๒ – ๓ นาทีบ้าง เปลี่ยนท่าทางตลอดเวลา บางทีเพื่อนก็โวยวายเพราะเปลี่ยนท่าทางเร็วมาก ไม่มีท่าเดียว ๑ – ๒ – ๓ ชั่วโมง และพวกเราต้องถือว่านางแบบเป็นครูที่เราจะต้องให้ความนับถือด้วย

ท่านอาจารย์ให้ทำหุ่นคนด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ เท่าคนจริง หลายต่อหลายหุ่น แอบไปวางไว้ตามซอกมุมต่าง ๆ ในเวลากลางคืน เช้ามืดบุคลากรเริ่มมาทำงาน วุ่นวายไปหมด โวยวาย ร้องไห้ แจ้งตำรวจ

อาจารย์ออกแบบให้พวกเราทำประติมากรรมโครงสร้าง โครงสร้างสี่เหลี่ยม มีท่อสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ ๕ x ๕ ซม. ยาวประมาณ ๒ เมตร จำนวนเป็นร้อยอัน แขวนเต็มอยู่ในโครงสร้าง ให้คนเดินผ่าน เสียงดังรบกวนดี เขาห้ามแตะต้องผลงานศิลปะ แนวคิดของท่านให้เดินผ่านได้

กิจกรรมเย็บผ้าหลากสีเป็นปล้อง ๆ เหมือนไส้กรอก หลากสี ขนาดใหญ่ กว้างสัก ๑๐ ซม.ยาว ๔๐ –๕๐ เมตร ไปห้อยระโยงระยางไว้ที่ต้นจามจุรียักษ์ กลางโถงตึก ๔ ตึกศิลปะ หลังจากนั้นนำไปห้อยที่ศูนย์วัฒนธรรมเยอรมัน ท่าพระอาทิตย์ กทม. เมื่อคราวที่ไปจัดนิทรรศการศิละที่นั่น ซึ่งนับเป็น Postmodern Art ที่ก้าวหน้ามากในช่วงเวลานั้น หลายคนอาจไม่คิดด้วยซ้ำว่าเป็นงานศิลปะ ศิลปะนอกแบบ (Out – circle Art) จริงๆ ฯลฯ

 

จิตรกรรม อารี สุทธิพันธุ์

วัตรปฏิบัติของท่าน มาที่ทำงานตั้งแต่ ๖ โมงเช้าเศษ อ่าน เขียน เตรียมการสอน เขียนภาพ พูดคุยกับนิสิต จึงเป็นวัตรปฏิบัติที่งดงามมาก รวมทั้งการสั่งสมภูมิปัญญา สติปัญญา เป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจให้กับลูกศิษย์ลูกหาและผู้ใกล้ชิดมากมาย ใครจะซึมซับได้มากน้อยเป็นอีกเรื่อง ผมอาจมีโอกาสสูงที่ได้ทำงานและเรียนรู้จากท่านตลอดชีวิตการทำงาน ทุกวันเวลาที่ได้สัมผัสท่าน กล่าวเฉพาะงานจิตรกรรมของท่าน รวบรวมได้ตามสมควรดังนี้

ภาพประกอบ (Illustration) ท่านอาจารย์เป็นผู้ไม่พูดเรื่องตนเอง แต่ทราบว่าท่านอาจารย์เคยเขียนภาพประกอบ ทำป้ายโฆษณา มีหนังสือภาพประกอบเล่มหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการชื่อ ภาพผนัง ๒๔๙๗ ทำไมชื่อ ภาพผนัง ก็ไม่ทราบเหมือนกัน มีชื่อผู้ร่วมงาน ๓ คนคือ นายอารี สุทธิพันธุ์ นายสมชาย พรหมมา และนายเหม เวชกร เป็นภาพประกอบสีน้ำ ๕๐ ภาพ เช่น ภาพเด็กอ่านหนังสือ ภาพเด็กเล่นกีฬา ภาพคนตักบาตร ภาพชาวไร่ชาวนา เป็นต้น

ผู้หญิง (Women) ช่วงศึกษาต่อที่ Indiana University ประมาณ ๒๕๐๓ – ๒๕๐๔ เป็นภาพเขียนผู้หญิงเปลือยสองคน เป็นสองคน หรือคนเดียวแล้วเคลื่อนไปอีกตำแหน่งหนึ่ง ผสานรูปและพื้น ระบายสีซับซ้อน ท่านอาจารย์เคยชี้ให้ดูการเคลือบสีบางพื้นที่ เป็นภาพที่ปรับรื้อตนเองจากศิลปะหลักวิชาจากเมืองไทย มาสู่วิสัยทัศน์ใหม่ มุมมองใหม่ทางศิลปะ กระแส Abstract Expressionism ครั้งสำคัญ

สุสานรถยนต์ (Junkyard) สีน้ำมัน ช่วงศึกษาที่ Indiana University น่าจะเป็นช่วงตอนปลาย ประมาณ ๒๕๐๓ – ๒๕๐๔ แรงบันดาลใจจากสุสานรถยนต์กองมหึมา ประชาธิปไตย ทุนนิยม เทคโนโลยีจักรกล ขยะที่เป็นปัญหาในอนาคต น่าจะเป็นภาพนามธรรมสมบูรณ์แบบภาพแรกในประเทศไทย

คุกเวียงจันทน์ (Vientiane Jail) เป็นภาพเขียนสีน้ำมันภาพคน ๓ คน ติดคุกในลาว โครงการความช่วยเหลือของ USAID ท่านเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญการศึกษาจากไทยในลาว ผู้เชี่ยวชาญอีกคนหนึ่งไปจับผิดการสอบ น่าจะเป็นการสอบแข่งขันทางการศึกษา มีการเข้าใจผิด จึงเกิดมีการจับผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๓ คนติดคุก ๑๓ ชั่วโมง ก็รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ อารี สุทธิพันธุ์ จิตรกรรมชิ้นนี้เป็นภาพจากความทรงจำ เขียนเป็นภาพคนลักษณะเนื้อแห้งติดกระดูก สีคล้ำมืด สภาพคุกลาวที่มืดอับชื้น ประมาณ ๒๕๐๗ – ๒๕๑๐

ภาพเขียนสีน้ำมัน ชุดวัดไฟไหม้ หลายต่อหลายภาพเป็นภาพวัดที่ระบายสีผสานกันระหว่างรูปและพื้น ระหว่างบริเวณบวกและลบ Distortion, Abstraction, Dehumanization ริ้วรอยที่ผสานกันนั้น คล้ายไฟไหม้ บรรดาลูกศิษย์ก็เลยเรียกกันว่า “วัดไฟไหม้” ช่วงประมาณ ๒๕๑๓ – ๒๕๑๘ เช่นเดียวกับภาพ ชุดมวยไทยเคลื่อนไหว ที่แสดงการเตะ ต่อย ตีศอก ตีเข่า แสดงพลังที่รวดเร็ว สภาพการเคลื่อนไหว Virtual Movement ชุดรามเกียรติ์ยุคแรก เป็นการต่อสู้ของยักษ์และลิง ยักษ์และตัวพระ ยุคแรกนี้ยังดูเข้มแข็งรุนแรง ริ้วรอยพู่กันหยาบ ไม่ทราบว่าภาพเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหนบ้าง ทำนอง จันทิมา นิสิตศิลปศึกษารุ่นแรกเคยบอกว่า มีภาพวัดไฟไหม้ภาพหนึ่ง

ท่านอาจารย์ได้นำภาพรามเกียรติ์และมวยไทย มาพิมพ์เป็นภาพหน้าปกแบบเรียนฝึกปฏิบัติทัศนศิลป์ ระดับมัธยมศึกษา บริษัทสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด ทำเป็นภาพปก หลายต่อหลายเล่ม สนุกมาก หนังสือชุดนี้ท่านอาจารย์ให้เกียรติผมเขียนร่วมกับท่าน ภาพรามเกียรติ์ภาพหนึ่งปรากฏปีที่ลายเซ็น ๒๕๑๙ ใครมีภาพเหล่านี้ ขอถ่ายภาพเป็นข้อมูลก็จะเป็นคุณเป็นอย่างยิ่ง

ในช่วงการแสดงศิลปกรรมแห่งประเทศไทยมีบทบาท (๒๕๒๒ – ๒๕๓๐) ท่านอาจารย์เขียนภาพรามเกียรติ์ ชุดรามเกียรติ์คลาสสิค (ผมเรียกเอง) หลายภาพ สีออกเทาและแดง (มศว) หลายภาพ มีบางภาพออกเขียวและน้ำเงิน รวมทั้งภาพลักษณะอื่น ๆ อีกหลายแบบ ภาพหลายต่อหลายภาพท่านอาจารย์ให้เขาไปหมด รวมทั้งที่ให้ไปปลดจากนิทรรศการเลยทีเดียว ตอนนั้นผมคิดในใจว่า ท่านอาจารย์ของเราพระเวสสันดรจริง ๆ ผมเลยขอยึดภาพรามเกียรติ์ชิ้นใหญ่สีเทาแดงแสนจะคลาสสิคไว้ ได้แล้วรับรองไม่คืน เอาภาพดนตรีคนตาบอดไปให้ อำนาจ เย็นสบาย ภาพนั้นมีรอยขาด ท่านอาจารย์ซ่อมให้แล้ว เป็นการซ่อมแบบคอนเซปท์หลังสมัยใหม่ ซ่อมให้เห็นเป็นแผลซ่อมจะได้รู้ความจริง ไม่ทราบว่าอำนาจได้ไปแล้วจะคืนให้ท่านอาจารย์ไหม ผมว่าไม่คืนเด็ดขาด

ภาพรามเกียรติ์ชุดนี้ เป็นการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรม พลังการเคลื่อนไหวจากริ้วรอยพู่กันและสี สภาพการเคลื่อนไหวซับซ้อน เข้มแข็งและนุ่มนวล อ่อนสยบแข็ง ละเอียดสยบหยาบกระด้าง งดงามมาก มีผู้มาขอยืมไปนิทรรศการหลายต่อหลายครั้งแล้ว

ในระยะหลัง (ประมาณหลัง ๒๕๓๐) จะพบชื่อภาพผลงาน Colliwospa จำนวนมาก เป็นภาพเปลือยที่ผ่านการกรอง การสกัดตัดทอน เหลือลักษณะเฉพาะของท่านอาจารย์ไว้ ทั้งสีน้ำและสีน้ำมัน เป็นภาพเขียนชุดที่พัฒนายาวไกลมาก จนกลายเป็นปัจเจกลักษณ์ของท่านอาจารย์ไปเรียบร้อยแล้ว “Colliwospa” บูรณาการมาจาก Color, Light, Woman, Space ซึ่งก็คงบอกทั้งกระบวนการคิดและกระบวนการสร้างสรรค์ (ชื่อภาพเขียนก็ยังให้ต้องคิดเลย)

ท่านอาจารย์เริ่มบุกเบิกกระบวนการระบายสีน้ำ ตั้งแต่หลังปี ๒๕๒๐ เขียนภาพสีน้ำ ค้นคว้าทดลอง เผยแพร่ สอน เขียนตำรา เขียนบทความ สาธิต นิทรรศการจิตรกรรมสีน้ำตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ เป็นต้นมา เรอนาส์ซองส์บอกว่าภาพเขียนสีน้ำเป็นเพียงภาพร่าง (sketch) ก่อนที่ศิลปินจะไปเขียนภาพสีฝุ่นหรือสีน้ำมัน แต่ท่านอาจารย์บอกว่าสีน้ำสมบูรณ์ได้ด้วยตัวตนของมันเอง ไม่ใช่เพียงภาพร่าง บางมหาวิทยาลัยบอกว่าจิตรกรรมสีน้ำเป็นปริญญานิพนธ์หรือศิลปนิพนธ์ไม่ได้ แต่ท่านอาจารย์ยืนยันว่า “ได้”

สานุศิษย์ของท่านอาจารย์ที่ชื่นชอบสีน้ำ ได้พัฒนาภาพเขียนสีน้ำไปไกลแล้ว ไม่ว่าจะเป็น โกศล พิณกุล นุกูล ปัญญาดี บรรลุ วิริยาภรณ์ประภาส ฯลฯ อีกหลายต่อหลายคน สำหรับกระบวนการสีน้ำแล้ว ท่านอาจารย์และสานุศิษย์ ได้วางรากเผยแพร่กระบวนการและยึดพื้นที่ไว้เรียบร้อยแล้ว

  • คอลไลวูสปาสีน้ำ (Watercolor Colliwospa)
  • คอลไลวูสปาสีน้ำมัน (Oilcolor Colliwospa)
  • คอลไลวูสปาภาพวาด (Drawing Colliwospa)

คอลไลวูสปา เป็นภาพเขียนภาพวาดที่อิสระมาก Outside In, Contour and Gesture, Calligraphy, Extraction, Dehumanization เป็นภาพรูปทรงเดี่ยว ภาพซ้อน ภาพผสมผสาน มากมาย ภาพสีน้ำนับจำนวนไม่ถ้วน น่าจะเรียงซ้อนกันกองจากพื้นถึงเพดาน คิดค้นและแปลกใหม่ทุกลมหายใจ กระดาษอย่างดี สีอย่างดี พู่กันอย่างดี ทุกอย่างต้องเริ่มต้นด้วยคุณภาพและมาตรฐาน (คันเบ็ดตกปลาก็ต้องคุณภาพดี ราคาแพง) มีแบบแผนมีกระบวนการพัฒนาอย่างมีระบบ มีวินัย มีความรับผิดชอบ ภาพสีน้ำต้องมีขอบขาวที่เกิดจากกระบวนการผนึกขอบภาพ ด้วยกระดาษกาวชุบน้ำ (แบบโบราณ) ไม่ใช่มาสกิง เทป หรือกระดาษกาวอื่นใด ภาพเขียนสีน้ำอาจมีปั้มนูนคำว่า “AREE” เป็น ลายมือเขียนทำที่ปั๊มนูน ปั๊มที่มุมกระดาษ ใครเรียกภาพ คอลไลวูสปา ว่า ภาพนูด (nude) อาจารย์อาจจะรู้สึกหงุดหงิด ต้องเรียก คอลไลวูสปา สถานเดียว

ผมมี Colliwospa อยู่หลายภาพ ได้มาจากการซื้อสมทบทุน มูลนิธิอารี สุทธฺพันธุ์ (Aree Soothipunt Art Foundation : ASAF.) เป็นส่วนใหญ่ มี ๒ - ๓ ชิ้นที่ท่านอาจารย์เซ็นให้

คอลไลวูสปาสีน้ำมัน ผมชื่นชอบมาก พัฒนามายาวไกลเช่นกัน หลายลักษณะ หลายกระบวนแบบ พัฒนามาจนถึงชุดที่นำเสนอในนิทรรศการเดี่ยว “ Motion/Emotion” ณ g23 ศูนย์ศิลปกรรมแห่งประเทศไทย มศว ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมางานวันสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทรงเปิดนิทรรศการดังกล่าว ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ภาพแสดงความซับซ้อนในการระบายสี รูปทรงที่ผสานกับสีและแสงอย่างมีพลัง สภาพการเคลื่อนไหวในสีสรรพ์และกลวิธีต่าง ๆ บนพื้นภาพ เขียวตัดกับแดง เหลืองตัดกับม่วง ผสานและขัดแย้งกัน อาจคล้ายสังคมไทยทุกวันนี้ก็ได้ สะใจมาก (อยากที่จะมีเป็นสมบัติของตนเองสักชิ้น ขัดแย้งกับประสบการณ์สุนทรียะของท่านอาจารย์ที่ว่า ประสบการณ์สุนทรียะคือประสบการณ์ที่ไม่หวังผลตอบแทนใดใด)

นอกจากนั้น ภาพเขียนอีกมากมาย ทั้ง คอลไลวูสปา และนอกเหนือคอลไลวูสปา ก็วนเวียนอยู่กับท่านอาจารย์ผู้ไม่เคยหลับไหล ไม่เคยสงสารสมองของท่านอาจารย์เอง ไม่ว่าจะเป็นภาพทิวทัศน์ ภาพวัด ภาพวัดบูรณาการรูปทรง ภาพศาลเจ้า ภาพคนเหมือนหรือ portrait จำได้ว่าภาพคนเหมือนสีน้ำ “สมเด็จย่า” “ท่านปัญญานันทภิกขุ” “ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี” ตัดทอนและผสมผสานภาพและพื้นได้อย่างงดงาม

รวมทั้งงานสร้างสรรค์แปลกใหม่ เช่น ภาพคนสีน้ำมันรูปทรงเรียบง่ายบนพื้นผ้าใบตารางสี่เหลี่ยม (ผมซื้อมาจากนิทรรศการสมทบทุน มูลนิธิถันยรักษ์ หลายปีมาแล้ว) ภาพคนหลายคนสีน้ำมัน ริ้วรอยซับซ้อนสีเหลืองอ่อนบนพื้นราบเรียบสีเข้ม (ท่านอาจารย์มอบให้ W&W Art Collection) หรือภาพชุดอาจารย์เป้า วัดพระทรง ที่กำลังนิทรรศการ “ธรรมะ ธรรมดา ธรรมชาติ” ชุดล่าสุด อารี สุทธิพันธุ์, วิรุณ ตั้งเจริญ, สาธิต ทิมวัฒนบรรเทิง, วิเชียร วงศ์ศุภลักษณ์, นุกูล ปัญญาดี, อัศวิน ลชิตาวงศ์, บรรลุ วิริยาภรณ์ประภาส ณ เรือนไทยหมู่ ธ ทูลกระหม่อมแก้ว มศว องครักษ์ จังหวัดนครนายก ๒๕๕๕ – ๒๕๕๖ และจะนิทรรศการอีกครั้ง ณ g23 มศว ประสานมิตร กทม. ปลายปี ๒๕๕๖

ท่านอาจารย์ของเรา ครูของเรา ครูของแผ่นดิน “ศิลปินแห่งชาติ” ของเราและของคนอื่น จะเดินทางไกลต่อไป ตั้งหน้าตั้งตาหมุนกงล้อประวัติศาสตร์ต่อไปอย่างไม่รู้จบสิ้น เพื่อยืนยัน “ความเป็นอารี สุทธิพันธุ์ ผู้ชื่นชมเปลวไฟจากอดีตและปฏิเสธขี้เถ้าจากอดีต” สืบไปมิรู้ลืมเลือน

 

 27 กุมภาพันธ์ 2556
 




 

 
  Copyright @ 2013 Marneumek All rights reserved.