ARTICLES
   
ลัทธิหลังสมัยใหม่ : ศิลปะหลังสมัยใหม่
     

 

ยุคหลังสมัยใหม่ มีทั้งผู้มองเป็นยุคประวัติศาสตร์ที่แยกตัวออกจากยุคสมัยใหม่ และมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอารมณ์หรือภาวะของจิตใจ (mood or state of mind) ในยุคหลังอุตสาหกรรม มีความต่อเนื่องกับยุคสมัยใหม่ ในขณะที่ยุคสมัยใหม่พยายามเปลี่ยนแปลงชีวิตเชิงคุณภาพ สิ่งแปลกใหม่ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ วัตถุ ลักษณะชั่วคราว ซึ่งล้วนทำลายตัวเอง แต่ยุคหลังสมัยใหม่รู้สึกต่อความเป็น จริงว่า ชีวิตเป็นเพียงภาพลักษณ์ (image) ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแต่ปัจจุบันที่ไม่สิ้นสุด และยุคหลังสมัย ใหม่มีความหมายในเชิงกระบวนการมากกว่าปรากฏการณ์

แม้การวิเคราะห์กระบวนการกลายเป็นยุคหลังสมัยใหม่ในปัจจุบัน จะถูกวิจารณ์ว่ายังไม่เป็นทฤษฎีที่ชัดเจน แต่เราก็อาจสรุปลักษณะของกระบวนการดังกล่าวได้จากผลงานของโบดริยาร์ ซึ่งได้ชี้ให้เห็นว่า ประกอบไปด้วยการพัฒนาในการผลิตสินค้าสารสนเทศ อันนำไปสู่ความดกดื่นของวัฒนธรรมเชิงสัญลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เวลา จนเป็นไปไม่ได้ที่เราจะกล่าวถึงมโนทัศน์อย่างชนชั้นหรือบรรทัดฐานได้อีกต่อไป โบดริยาร์มองว่า ผลของกระบวนการเหล่านี้คือจุดจบของสังคม ซึ่งรวมถึงการลดความสำคัญของรัฐชาติ เศรษฐกิจแบบทุนนิยมตอนปลายที่เป็นยุคของบริโภคนิยม และฮาร์วีย์ (David Harvey) มองว่าเป็นการทำวัฒนธรรมให้เป็นสินค้า และมีการผลิต จำหน่ายจ่ายแจกและบริโภคแบบการค้า (จันทนี เจริญศรี. ๒๕๔๔ : ๑๓)

ลัทธิหลังสมัยใหม่ครอบคลุมทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม และศิลปะ ธีระ นุชเปี่ยม ได้สรุป ความคิดลัทธิหลังสมัยใหม่ไว้อย่างน่าสนใจ

ลัทธิหลังสมัยใหม่มองได้จากสาขาวิชา ความหมายทางวรรณคดีคือการปฏิเสธความแน่นอนตายตัวของบท (text) ไม่ว่าเรื่องใด นอกจากนั้นก็ได้แก่การไม่ยอมให้ผู้เขียนมีความสำคัญเหนือผู้ตีความ และไม่ยอมรับหลักเกณฑ์การจัดประเภทวรรณกรรมที่ให้เอกสิทธิ์แก่หนังสือที่เป็นผลงานสำคัญเหนือหนังสือการ์ตูน ในทางปรัชญา ประเด็นสำคัญในแนวคิดนี้ อยู่ที่การปฏิเสธความสอดคล้องระหว่างภาษาและความเป็นจริง และไม่ยอมรับว่าเขาสามารถเข้าถึงความจริง (truth) ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงได้ ในด้านกฎหมาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา) ลัทธิหลังสมัยใหม่ ได้แก่ การปฏิเสธความแน่นอนตายตัวของรัฐธรรมนูญ ปฏิเสธการเป็นต้นตำรับความคิดที่ไม่อาจโต้แย้งได้ของผู้ก่อตั้งรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการปฏิเสธความชอบธรรมของ กฎหมาย โดยถือว่ากฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือแห่งอำนาจ ในส่วนของประวัติศาสตร์ ลัทธิหลังสมัยใหม่ก็คือ การปฏิเสธความแน่นอนตายตัวของอดีตนั่นเอง ไม่มีความเป็นจริงแห่งอดีตที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่นักประวัติศาสตร์เลือกกำหนดขึ้น อันหมายถึงการถือว่า ไม่มีความเป็นจริงอันเป็นภววิลัย (objectivity) เกี่ยวกับอดีตแต่อย่างใดทั้งสิ้น (ธีระ นุชเปี่ยม. ๒๕๓๖ : ๕๙)

จากดาดาและป็อป อาร์ต สู่ศิลปะหลังสมัยใหม่ มนุษย์พยายามแสวงหาเหตุผล แสวงหาสันติภาพ แสวงหาความเป็นอารยธรรม แต่แล้ว สงครามโลกครั้งแรกก็เกิดขึ้น สังคมได้แสวงหาเหตุผล แสวงหาสันติภาพ และแสวงหาความเป็นอารยชน จริงหรือ สงครามโลกครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ๑๙๑๔ ก็ด้วยลัทธิชาตินิยม ความบ้าคลั่งของจักรวรรดินิยม การ สร้างกองทัพ และการพัฒนาอาวุธสงคราม ด้วยเสรีภาพที่ปราศจากความรับผิดชอบ ในช่วงเวลานั้น ศิลปะ ลัทธิดาดาเป็นขบวนการทางทัศนศิลป์และวรรณกรรม ก่อตัวขึ้นในซูริค สวิตเซอร์แลนด์ ในปี ๑๙๑๖ เป็นการรวมตัวของศิลปินชาติต่างๆ ในยุโรปที่ต่อต้านสงคราม เก็บกด และแสวงหาเสรีภาพในชีวิต ไม่ว่าจะ เป็นซารา (TristianTzara) และแจนโก (Marcel Janco) จากโรมาเนีย ฮูลเซนเบค (Richard Hulesenbeck) และบอลล์ (Hugo Ball) จากเยอรมนี อาร์ป (Jean Arp) จากฝรั่งเศส ฯลฯ โดยที่ศิลปิน ต่างชาติต่างความคิดเหล่านี้ ได้มารวมตัวกันที่ คาบาเรท์วอลแทร์ ซึ่งเป็นสถานที่ส่าหรับดื่มและฟังเพลง นอกจากนั้น ก็ยังมีแกลเลอรีศิลปะอยู่ในคาบาเรท์แห่งนี้ด้วย

คำว่า "ดาดา" ได้มาจากวิธีการเดาสุ่ม โดยที่ศิลปินใช้มีดตัดซองจดหมาย สอดเดาสุ่มเข้าไปอย่างไร้เหตุผล ในพจนานุกรมภาษาเยอรมัน-ฝรั่งเศส "ดาดา" มีความหมายว่า "ม้าโยกสำหรับเด็กเล่น" ศิลปินยอมรับคำนี้ เพราะทั้งความหมายและเสียงให้ความรู้สึกเป็นทารกดี ศิลปะลัทธิดาดาถือกำเนิดมาจาก ทรรศนะที่ต่อต้านสงคราม ต่อต้านความงามจากอดีต และต่อต้านสิ่งที่ชื่นชมกันอยู่ในสังคม สงครามแสดง ให้เห็นถึงความไร้เหตุผล ศิลปะของศิลปินกลุ่มนี้มีลักษณะแดกดัน เย้ยเยาะ ถากถาง เหมือนเป็นความ พยายามที่จะลบล้างสุนทรียศาสตร์แบบเดิม อย่างไรก็ตาม จากความเก็บกดและต่อต้านที่ศิลปินกลุ่มนี้ แสดงออก อาจจะเป็นสื่อที่สะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์ไร้สาระเพื่อการก้าวไปสู่ "สาระ" อันเป็นแก่นสาร ก็ได้

ศิลปินลัทธิดาดาได้แสดงออกอย่างแปลกประหลาด เช่น บทกวีที่มีเนื้อหาอย่างไร้ตรรกะ แสดง การต่อสู้หลอกๆ การปรบมืออย่างไร้เหตุผลในขณะที่แสดง เล่นดนตรีตามที่ถนัด ร่วมกับการร้องเพลงด้วย ภาษาที่ต่างกันและส่งเสียงตามความต้องการ เป็นต้น

ในขณะที่ศิลปินดาดากำลังมีบทบาทในซูริค ศิลปินชาวฝรั่งเศส ดูชอง (Marcel Duchamp) และพีคาเบีย (Francis Picabia) ศิลปินอเมริกัน เรย์ (Man Ray) และเอเรนส์เบิร์ก (Walter Arensberg) ก็ สร้างสรรค์ศิลปะต่อต้านทำนองนี้ขึ้น การรวมตัวในกรุงโคโลญ ประเทศเยอรมนี ได้เริ่มขึ้นในปี ๑๙๑๙ แล้ว นิทรรศการครั้งหนึ่งก็ถูกตำรวจปิด ในกรุงแฮนโนเวอร์ ศิลปินชวิทแทร์ส (Kurt Schwitters) ได้สร้างภาพ ปะติดเสมือนขยะขึ้นในทศวรรษ ๑๙๒๐ ศิลปะลัทธิดาดาได้แผ่ขยายอย่างกว้างขวางทั่วยุโรป แล้วนิทรรศการดาดานานาชาติก็เกิดขึ้นที่ แกลเลอรีมงเตญ ในกรุงปารีส ปี ๑๙๒๒

ศิลปินลัทธิดาดา เป็นศิลปินหัวก้าวหน้าที่ต่อต้านศิลปะแบบแผนเดิม (anti-art) อย่างถอนราก ถอนโคน เป็นการประกาศสุนทรียศาสตร์ใหม่ ที่ศิลปะไม่ใช่ "วิจิตรศิลป" ที่วิจิตรบรรจง ไม่ใช่ "ทัศนศิลป" ที่รับรู้จากโลกภายนอกแล้วแสดงออกเป็นผลงานศิลปะ แสดงออกด้วยแนวคิด เนื้อหาและรูปแบบที่สะท้อน ปรากฏการณ์เหล่านั้น รวมทั้งการสร้างสรรค์ด้วยทักษะอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นปรากฏการณ์ทางความคิด จากภาพในสมองหรือจินตภาพ (image) แล้วเลือกสรรวัตถุ วัสดุสำเร็จรูป หรือสื่อต่างๆ แสดงออกอีกมิติหนึ่ง ความคิดหนึ่ง ในทางสุนทรียศาสตร์แล้ว แนวคิดในเส้นทางใหม่นี้ได้ล่งผลโดยตรงมาสู่ศิลปะยุคหลังสมัยใหม่ในปัจจุบัน

ในช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูปลายทศวรรษ ๑๙๕๐ ป็อป อาร์ต ได้แสดงบทบาทขึ้นในอังกฤษและ สหรัฐอเมริกา นำเสนอผลงานศิลปะด้วยภาพวัตถุในชีวิตประจำวัน สื่อดลใจและวัตถุต่างๆ ที่ใครๆ อาจจะ มองข้าม ศิลปินป็อป อาร์ต เลือกสรรภาพจากวัฒนธรรมมวลผลิตที่ทันสมัย (popular mass culture) วัตถุ สิ่งพิมพ์ งานโฆษณา นิตยสาร ภาพยนตร์ บรรจุภัณฑ์ ตัวอักษร ตัวเลข ฯลฯ นำมาแสดงออก ศิลปิน ติดตามสังคมที่แข่งขันในระบบทุนนิยม แข่งขันทางสื่อสารมวลชน สื่อมวลชนที่เข้ามาครอบงำชีวิตประจำวัน สะท้อนปรากฏการณ์เหล่านั้นเป็นผลงานศิลปะ ผลงานป็อป อาร์ต อาจมิใช่ความงามที่ศิลปินสร้างขึ้นโดยตรง แต่เป็นภาพจากภาพที่ปรากฏในสังคมทุนนิยม ภาพที่เราคุ้นเคยและใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ทุกสิ่งล้วน สวยงาม ทุกสิ่งที่เปิดเผยในสังคม ศิลปะเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่ไม่ต้องเกรงกลัว ทุกคนชื่นชมกับป็อป อาร์ต โดยไม่ต้องแสวงหาความรู้หรือการศึกษาที่ซับซ้อน ทุกคนล้วนสัมผัสสื่อเหล่านั้นได้ ผลปรากฏว่า ป็อป อาร์ต ได้รับการชื่นชมตอบรับจากคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก ศิลปะได้กลายเป็นปรากฏการณ์ร่วมสมัยที่สดใส ไม่ใช่ลมหายใจที่เก่าครึในพิพิธภัณฑ์ศิลปะอีกต่อไป

ศิลปินป็อป อาร์ต เวลเซิลมันน์ (Tom Wesselmann) แฮมินตัน (Richard Hamilton) โอลเดนเบิร์ก (Claes Oldenburg) ฮอคเนย์ (David Hockney) วอร์ฮอล (Andy Warhol) ต่างต้องการที่จะให้สรรพสิ่ง พูดด้วยตัวมันเองโดยปราศจากมายา "Things speak for themselves without illusion." และป็อป อาร์ต ต้องการนำเสนอสื่อภาพกระป๋องซุป โคคา-โคลา กล่องผงซักฟอก ฯลฯ ให้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ทางศิลปะ เพื่อตอบสนองวัฒนธรรมมวลผลิต ป็อป อาร์ต ใช่เพียงแสดงวัตถุจากวัฒนธรรมมวลผลิตเท่านั้น ยังนิยมใช้การพิมพ์ซิลค์สกรีนที่เรียบง่าย และเป็นการพิมพ์ในกระบวนการอุตสาหกรรมหรือกระบวนการพิมพ์แบบมวลผลิต ศิลปะป็อป อาร์ต ไม่ปรารถนาที่จะสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อแสดงวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ แต่พยายามผสานศิลปะชั้นสูงกับวัฒนธรรมมวลผลิตเช้าด้วยกัน (Krausse, 1995 : 113-115)

กระบวนการทำงานของบรรดาศิลปินป็อป อาร์ต ก็น่าสนใจ พวกเขาไม่ยึดติดและไม่เชื่อมั่นกับ กระบวนการทำงานอย่างเก่า ที่ศิลปินจะต้องใช้ทักษะหรือความชำนาญอันสูงส่งเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะให้ เกิดขึ้น นิยมใช้สีประเภทเดียวกับสีทาบ้านที่พัฒนามาเป็นสีอะครีลิค อาจใช้เทปติด ระบายสี และลอกเทปออก เพื่อให้ได้เส้นตรง หรือรูปทรงต่างๆ อาจใช้โปรเจคเตอร์ช่วยการเขียนภาพเหมือน อาจใช้การพิมพ์ สเตนซิลง่ายๆ เพื่อสร้างภาพบนพื้นภาพ ฯลฯ โดยไม่จำเป็นต้องแสดงทักษะอันเลิศของศิลปิน กระบวนการ สร้างสรรค์ง่าย ๆ ที่รับรู้ได้ง่าย ป็อป อาร์ต เป็นกระบวนการศิลปะที่เปลี่ยนแปลงและต่อต้านศิลปะอย่างที่เคยชิน จากความสูงส่งมาสู่ธรรมดา จากความซับซ้อนมาสู่ความเรียบง่าย จากปรัชญาธรรม อารมณ์ความ รู้สึก และการขบคิดในแง่มุมต่างๆ มาสู่ภาพชีวิตและวัตถุสิ่งของใกล้ๆ ตัวในชีวิตประจำวัน ในสังคมสมัยใหม่ เหมือนศิลปะกับการดำเนินชีวิตเป็นสิ่งเดียวกัน

 

 
  Copyright © 2018 THM All rights reserved.