ARTICLES
   
     
 
ภาวะการรับรู้  

เมื่อเราได้รับสื่อดลใจ เรารู้สึกเป็นเบื้องแรก หลังจากนั้นจึงรับรู้ (to perceive) ผ่านกลไกของสมองแล้วจึงสร้างภาพขึ้นในสมอง มนุษย์มี “ประตู” หรือภาวะการรับรู้ “Treshold” ในระดับหนึ่ง เราได้ยินเสียงในช่วงความถี่ ๒๐-๒๐,๐๐๐ hertz เรามองเห็นแสงในช่วงคลื่น ๓๘๐-๗๖๐ นาโนมิเตอร์ แสงอินฟาเรดที่สูงกว่า ๗๖๐ นาโนมิเตอร์ และแสงอุลตราไวโอเลทที่ต่ำกว่า ๓๘๐ นาโนมิเตอร์ เราไม่สามารถรับรู้ได้ ภาวะการรับรู้ของคนเรามีขีดจำกัดในระดับหนึ่ง สัตว์ต่างๆ มิได้มีภาวะการรับรู้ระดับเดียวกับเรา การรับรู้ของ คนเรามีช่วงห่างพอที่จะบ่งบอกความแตกต่างในภาวะการรับรู้ระดับเดียวกับเรา การรับรู้ของคนเรามีช่วงห่างพอที่จะบ่งบอกความแตกต่างในภาวะการรับรู้ได้ ภาวะความแตกต่างดังกล่าว อาจเรียกว่า “ช่วงความ แตกต่างภาวะการรับรู้” (Differential Treshold) จากระดับเสียงหนึ่งสู่ระดับเสียงหนึ่ง จากน้ำหนักสีหนึ่ง สู่ระดับสีหนึ่ง จากระดับโน้ตดนตรีตัวหนึ่งสู่ระดับโน้ตดนตรีอีกตัวหนึ่ง เป็นต้น พลังงานที่กระตุ้นนัยน์ตาคือ แสง เป็นรังสีของแม่เหล็กไฟฟ้า ประกอบด้วยอนุภาคเล็กๆ เรียกโฟตอน (photon) โฟตอนจะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงในรูปของคลื่น อัตราเร็วขึ้นอยู่กับตัวกลางที่ผ่านในสุญญากาศ แสงเคลื่อนด้วยอัตราเร็ว ๑๘๖,๐๐๐ ไมล์ต่อวินาที รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีลักษณะเป็นคลื่นนี้ ให้นึกถึงเวลาเราโยนก้อนหินลงในบ่อน้ำที่น้ำนิ่งสนิท จะเกิดเป็นคลื่นบนผิวน้ำออกไปจากตำแหน่งของหิน แสงจึงวัดออกมาในรูปของความยาวคลื่น ๑ ช่วงคลื่น นับจากส่วนที่สูงที่สุดหรือส่วนที่ต่ำที่สุด จากคลื่นหนึ่งไปยังส่วนที่สูงที่สุดหรือส่วนที่ต่ำที่สุดของคลื่นถัดไป (รัจรี นพเกตุ. ๒๕๔๐ : ๔๒)

 
 
เกสตอลท์  

การรับรู้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาเกสตอลท์เป็นอย่างมาก ขบวนการเกสตอลท์ (Gestalt Movement) เริ่มขึ้นในเยอรมนี เมื่อต้นศตวรรษที่ ๒๐ ผู้วางรากฐานความคิดคือ แมกซ์ แวร์ไธเมอร์ (Max Wertheimer) วูล์ฟกาง โคเลอร์ (Wolfgang Kohler) และเคิร์ท คอฟฟ์คา (Kurt Koffka) เกสตอลท์มีความสำคัญต่อการมองเห็น ในการจัดรวมส่วนย่อย เช่น ความขัดแย้งที่เกิดจากการจัดวางสิ่งต่างๆ ต่อเนื่องกัน หรือการจัดวางอย่างกระจัดกระจาย แวร์ไธเมอร์ กล่่าวว่า “อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับส่วนย่อยในส่วนรวม ย่อมได้รับการตรวจสอบจากกฎเกณฑ์ภายในซึ่งมากับส่วนรวมนั้น” (What happens to a part of the whole is determined by intrinsic laws inherent in this whole.) เกสตอลท์เชื่อมั่นในทฤษฎีข้างต้น และมีผลต่อจิตวิทยาการรับรู้ (Psychology of Pereption) อย่างสำคัญยิ่ง ความเป็นมาของทฤษฎีเกสตอลท์เริ่มขึ้นตอนทศวรรษ ๑๘๙๐ เมื่อ คริสเตียน ฟอน เอียแรนเฟิลส์ (Christian von Ehrenfels) กล่าวว่า การซาบซึ้งลีลาดนตรีมิใช่ด้วยเสียงอย่างโดดเดี่ยว แต่เกิดจากการผสานเสียงเหล่านั้นในแนวทางใดแนวทางหนึ่ง ถ้าโน้ตในระดับเสียงเดียวกันแสดงออกมาด้วยจังหวะที่แตกต่างกัน ย่อมมีผลต่างกัน ซึ่งก็เช่นกัน ด้วยลีลาเดียวกัน เมื่อแสดงในคีย์ที่ต่างกัน เราย่อมรู้ได้ว่าโน้ตแตกต่างกันในระดับเสียงพื้นฐาน แวร์ไธเมอร์ โคเลอร์ คอฟฟ์คา ได้พัฒนาแนวคิดของเกสตอลท์ออกไปอย่างกว้างขวาง จนก่อให้เกิดแนวทางใหม่ในการวิจัยทางจิตวิทยาต่อมา

 

แนวคิดหลักในหลักการของเกสตอลท์ ขึ้นอยู่กับความเชื่อในสิ่งคล้ายกัน (Isomorphism) ที่ว่า ประสบการณ์ของเรามีโครงสร้างเช่นเดียวกันในกระบวนการทำงานของสมอง ในขณะที่สิ่งเร้าวงกลมเกือบสมบูรณ์ เราจะเห็นวงกลมที่สมบูรณ์ ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่า เรามีกระสวนวงกลมที่สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์อยู่ในสมอง โคเลอร์ได้สาธิตและอธิบายว่า เกสตอลท์ก็มีอยู่ในธรรมชาติทางกายภาพด้วย เช่น ฟองสบู่ซึ่งเป็นทรงกลมนั้น เป็นผลรวมของพลังในการคงอยู่ด้วยกัน คอฟฟ์คา เสนอภาพตัวอย่าง เพื่อแสดงหลักการเกสตอลท์ที่เกี่ยวกับการมองเห็นดังนี้้

 
 

ตามความคิดที่ตกทอดมา ภาพที่เรารับรู้บนเรตินาหรือจอภาพจะรับรู้จุดแต่ละจุดอย่างโดดเดี่ยว โดยมิได้สัมพันธ์กับการรวมตัวเป็นกากบาท โคเลอร์และคอฟฟ์คา เรียกแนวคิดเช่นนี้ว่า “สมมุติฐานคงที่ (Constancy Hypothesis) สมมุติฐานว่า สิ่งเร้าเฉพาะจุดบนเรตินามีสภาพคงที่ไม่มีผลกระทบของสิ่งอื่นใดกับกระสวนการรับรู้ทั้งหมด ถ้าสมมุติฐานคงที่เป็นความจริง ก็ยากที่จะอธิบายการรับรู้เลข “4” และภาพลวงในภาพตัวอย่างของโคเลอร์

 
 
 
  Copyright @ 2013 Marneumek All rights reserved.